วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558

Review : SONY-NWZ615 หูฟังที่จะเปลี่ยนโลกใต้น้ำของคุณด้วยเสียงเพลง!

        สวัสดีครับชาวเน็ตทุกท่าน วันนี้ Glucose คนเดิมจะขอมารีวิวหูฟังกันบ้างหลังจากที่รีวิวกันแต่ร้านอาหาร ตะลุยแดก แดกกันอย่างเดียว เดียวจะหาว่ามีดีแค่รีวิวของกิน วันนี้เลยจัดหูฟังส่วนตัวที่ผมชอบมากที่สุด เก็บตังค์มาเกือบ 2 เดือนกว่าจะถอยเจ้าตัวนี้ได้ และรีวิวนี้มาจากประสบการณ์จริงไม่มีอวยแน่นอน

ขอให้ทุกท่านเชิญพบกับ...

SONY NWZ-WS615 !!


        เจ้าหูฟังตัวนี้จริงๆแล้วเป็น Walkman สำหรับการใส่ออกกำลังกายครับ ทีเด็ดของมันอยู่ที่มัเป็นหูฟังกันน้ำที่สามารถใส่ไปว่ายน้ำได้โดยที่ไม่ต้องกังวลว่ามันจะพังหรือมันจะช๊อตหูผมดับไปเสียก่อน

คุณสมบัติเด่น ที่เป็นตัวชูโรงของเจ้าตัวนี้ตามที่ SONY ได้ประกาศปาวๆกันเลยก็คือ
- กันน้ำลึกได้ 2 เมตร ป้องกันได้ในระดับ IPX 5/8 แต่ต้องไม่สัมผัสโดยตรงกับทรายหรือน้ำทะเลนะจ๊ะ
- ความจุ 16 GB เก็บเพลงได้ 4,000 เพลง ฟังเพลงชาตินี้จบอีกทีชาติหน้า
- รีโมทควบคุมหูฟัง ที่สามารถกันน้ำได้ แต่ไม่สามารถนำไปแช่น้ำได้ (ทั้งๆที่หูฟังกันน้ำ - -")
- ระบบ Quick Charge ชาร์จ 3 นาที เล่นเพลงได้ 60 นาที (ชาร์จไวมากจริงๆ)
- ระบบ Bluetooth ที่สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์โทรศัพท์ เพื่อรับสายหรือฟังเพลงได้

ตัวหูฟังตัวนี้ค่อนข้างมีขนาดที่ใหญ่กว่าเจ้ารุ่นเล็กอย่าง SONY-WS และแพงกว่าเกือบเท่าตัว เพราะว่าได้เสริมด้วยคุณสมบัติอันหลากหลายเข้าไปอยู่ในตัวรุ่น NWZ เยอะพอสมควร แต่ก็ใช่ว่าจะเทอะทะอะไรมากมาย เมื่อได้ลองสวมใส่แล้วก็ใส่ได้สบายไม่ต่างกันมาก และที่ผมชอบที่สุดเลยคือไม่จำเป็นต้องมีสายระโยงระยางให้เกะกะเวลาออกกำลังกายเลยครับ 



การออกแบบและจัดวางปุ่มที่สามารถกดได้ง่ายเมื่อสวมใส่

ฟังก์ชั่นที่มีมาครบครันและการออกแบบที่ใช้งานง่าย

         เจ้าหูฟังตัวนี้จริงมันก็คือเครื่องเล่น MP3 นั่นแหละระบบฟังก์ชั่นไม่ว่าจะเป็น 
โหมด Normal play , Repeat play , Shuffle play แต่ถ้าหากเราต่อ Blutooth อยู่ มันก็จะมีโหมด Handfree มาด้วย (ก็คือเล่นเพลงในมือถือนั่นแหละ)
         การออกแบบปุ่มกดที่กดได้ง่ายและใช้งานได้ง่ายมากๆ ไม่ต้องศึกษาให้ยุ่งยากอะไรใช้เวลาทำความเคยชินไม่กี่นาทีก็ใช้ได้แล้วครับ

การลงเพลงที่ง่ายโคตรๆ

จริงๆทาง Sony มี Software ลงเพลงชื่อ MediaGo มาให้ใช้ ซึ่งมันก็มีไว้อัพเดทซอฟท์แวร์ของเครื่องและลงเพลงต่างๆ เอาจริงๆถ้าไม่ใช้โปรแกรมนี้ก็สามารถทำได้ง่ายๆด้วยการ ลากไฟล์เพลงมาลงในเครื่องเท่านั้นแหละ จบ เพราะเจ้าหูฟังตัวนี้จะเล่นไฟล์เสียงทุกไฟล์ที่คุณลงไว้ในเครื่อง มีครั้งหนึ่งเพื่อนเคยเอาไปใช้แทน แฟลชไดรฟ์ลงเกม Counter - Strike ซึ่งผมก็ไม่รู้นั่งฟังไปซักพักก็นึกว่าเพลง (เพราะไฟล์เสียงเกมมันสั้นๆ ต่อๆกันแล้วมันออกมาเป็นจังหวะ) พอมาถึงไฟล์ภาษาไทย


"555+ เผ่นกันป่าราบซิ เผ่นกันป่าราบซิ"
ก็เลยถึงบางอ้อว่ามันเล่นทุกไฟล์เสียงตั้งแต่บัดนั้น

      

ฟังแล้วเสียงเป็นอย่างไร?

        ปกติผมเป็นคนชอบฟังเพลงครับ และสามารถแยกแยะเสียงและเครื่องดนตรีได้พอควร เจ้าหูฟังตัวนี้ตอนลองที่ Shop sony นับว่าเสียงค่อนข้างดีเลยครับเก็บรายละเอียดเสียงเล็กน้อยได้ดีมาก ฟังแล้วมีมิติ แต่สำหรับเสียงเบสอาจไม่ได้มีเยอะจนทำให้ขี้หูกระเด็น แต่ว่าก็พอที่จะทำให้เราฟังแล้วโยกหัวตามได้


        แต่พอซื้อมาใช้ช่วงแรกๆ ความสยองบังเกิดเลยครับ เนื่องจากว่าเบสที่มันไม่ได้มีเยอะอะไรมากกลับแทบจะหายไป เป็นช่วงเวลาที่ทรมานมากครับ ต้องมานั่ง Burn หูฟัง เปิดทิ้งไว้ทั้งวันทั้งคืน กว่าเสียงจะเข้าที่เข้าทางเบสกลับมาเป็นเหมือนเดิมก็เป็นอาทิตย์ละครับ (ต้องอดทนหน่อยเน้อ)

ความแตกต่างระหว่างจุกยางปกติกับจุกยางสำหรับว่ายน้ำ


        Sony จะมีจุกยางแบ่งเป็น 2 ประเภทคือจุงยางสำหรับฟังทั่วไป (สีดำ) และจุกยางสำหรับใช้ว่ายน้ำ


-ข้อแตกต่างที่เด่นชัดที่สุดคือเรื่องเสียง จุกยางสำหรับว่ายน้ำ ค่อนข้างที่จะมีเสียงที่อุดอู้เล็กน้อย เนื่องจากบริเวณหัวจุกจะมีลักษณะตันเพื่อไม่ให้น้ำเข้าไปบริเวณแหล่งกำเนิดเสียง

- เวลาอยู่บนบกเสียงของจุงยางปกติย่อมดีกว่าจุกยางสำหรับว่ายน้ำเพราะว่าได้รับเสียงผ่านจากแหล่งกำเนิดเสียงโดยไม่มีอะไรปิดกั้น ฟังแล้วมันส์เหมือนเดิม

- แต่เวลาใช้จุกยางว่ายน้ำฟังเพลงใต้น้ำกลับไม่ได้ด้อยไปมากนัก (ผิดกับใส่จุกยางว่ายน้ำแล้วฟังบนบก)


จุงยางสีฟ้าอ่อนในรูป ใช้สำหรับว่ายน้ำ



แล้วจะเกิดอะไรขึ้น!? เมื่อนำเอาจุกยางปกติไปใส่ว่ายน้ำ??

           คำตอบจากการทดลองของผมก็คือ มันก็ใช้ได้นั่นแหละครับ ไฟก็ไม่ได้ช๊อตหูแต่ประการใด แต่เมื่อไหร่ที่น้ำสามารถเข้าไปในช่องว่างของจุกยาง น้ำจะไปอุดแหล่งกำเนิดเสียงทำให้เราไม่ได้ยินเสียงครับ ดังนั้นเวลาออกไปว่ายน้ำก็อย่าลืมเปลี่ยนเป็นจุกยางเสียเถอะครับ


หน้าตาไม่ค่อยดี...แต่ใส่ว่ายน้ำทีคนมองทั้งสระ! 55+

ว่ากันด้วยเมื่อใช้งานในการว่ายน้ำจริง 


           ผมขอด่าตัวเองทีเถอะครับทีมาเจอเจ้าหูฟังตัวนี้ช้าไป! เพราะมันเปลี่ยนโลกใต้น้ำของผมที่เคยเงียบเชียบให้มาสนุกสนานและเพลิดเพลินไปกับการว่ายน้ำ ทำให้เราว่ายน้ำได้นานขึ้นจริงๆครับ
เสียงใต้น้ำตอนเราดำน้ำปกติจะได้ยินชัดเจน แต่เมื่อเริ่มออกว่าย เสียงน้ำต่างๆจะรบกวนทำให้เราต้องเพิ่มเสียงให้ดังกว่าปกติเพื่อที่จะได้ยินให้ชัดเจน และเมื่อเวลาใช้ว่ายน้ำต้องยัดเข้ารูหูให้แน่นพอสมควรครับ เนื่องจากว่าเมื่อเราว่ายน้ำในจังหวะที่เราพุ่งตัวออกจากขอบสระหรือในจังหวะที่เราเงยหน้าหายใจ จะเกิดแรงต้าน ทำให้หูฟังมันชอบหลุดเอาบ่อยๆ 


ปุ่มบลูทูธและสัญญาณไฟสีฟ้าแสดงการเปิดใช้งาน

Bluetooth Handfree อีกหนึ่งฟีเจอร์สุดเจ๋ง! ที่ไม่ได้ใส่มาไว้แค่ประดับบารมี 


         อีกหนึ่งคุณสมบัติที่ผมพูดลยว่ามันเจ๋งมากๆ เพราะเจ้าหูฟังตัวนี้มันไม่ได้มีเพียงแค่มีบลูทูธไว้ต่อโทรศัพท์กับเพลง แต่มันสามารถเป็น Handfree รับสายคุยโทรศัพท์ได้สบาย หลายคน(รวมถึงผม)มักคิดเอาเองว่าไอ้เจ้าฟีเจอร์บลูทูธมันคงมาใส่ให้ครบๆก็แค่นั้น ไม่ต้องคาดหวังอะไรมาก แต่ผิดถนัด ไม่โครโฟนของเจ้าตัวนี้สามารถรับเสียงได้ดีเยี่ยม ถึงขนาดว่าผมชงชาเย็นด้วยช้อนพลาสติก คู่สายของผมยังสามารถได้ยินว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ ดังนั้นเวลาใช้งานจริงเราไม่จำเป็นต้องตะโกนโหวกเหวกโวยวาย ไปสะกิดโสตประสาทเท้าคนรอบข้าง แต่แค่เพียงพูดเบาๆก็ได้ยินแล้วครับ


แต่

        ข้อดีของมันก็กลายเป็นข้อเสียได้เนื่องจากว่ามันไม่น่าจะมีระบบ Noise Cancelling จึงทำให้ได้ยินเสียงทุกอย่างอย่างชัดเจน ทำให้คู่สายของคุณ รำคาญ ในหลายๆครั้งเนื่องจากมีเสียงมารบกวนอยู่ตลอดเวลา

แหวน Blutooth อุปกรณ์เสริมที่ไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์

แหวนบลูทูธขนาดค่อนข้างใหญ่ แต่มีน้ำหนักเบาสามารถปรับขนาดวงแหวนได้

           นับเป็นอีกอุปกรณ์หนึ่งที่มีไว้แล้วดูดีแต่พอใช้งานจริงกลับไม่ตอบโจทย์ ผมเข้าใจว่ามันทำมาเพื่อให้ขณะที่เราวิ่งจะได้ไม่ต้องไปกดปุ่มที่หูฟังให้ยุ่งยาก (ทั้งๆที่มันก็ง่ายและไม่ได้ลำบากอะไร) 
แต่เมื่อพอใส่วิ่งจริงๆแล้ว ผมเองรู้สึกว่ามัน "เกะกะ" เหมือนเลือดลมเดินไม่สะดวก ยิ่งเวลาเหนื่อยมากๆหัวใจเต้นแรงๆ แทบอยากจะถอดมันทิ้ง (แต่บางคนก็บอกว่ามันมีแล้วดีนะ ก็ให้มันเป็น คหสต. ก็ละกัน)

สรุป 
        ถ้าคุณเป็นนักกีฬาหรือคนที่ชอบออกกำลังกายโดยเฉพาะการว่ายน้ำ หูฟังตัวนี้ตอบโจทย์มากครับ ทำให้เรามีความสุขกับการว่ายน้ำอันแสนน่าเบื่อไปได้เลย และไม่ใช่แค่การว่ายน้ำเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งระยะทางไกลๆก็สามารถใช้ได้ไม่รู้สึกเกะกะหัว ถ้าสนในราคาตัวนี้ก็จะอยู่ที่ 5990 บาท แต่สำหรับผมซื้อใน Lazada ลดไปเกือบ 800 (ต้องคอยโค้ดส่วนลดดีๆที่มีมาตอนกลางคืน) ถ้าใครสนใจจะซื้อก็สามารถมาสอบถามผมได้ทางเฟสนะครับยินดีให้คำแนะนำ แม้จะไม่ได้อะไรจาก Sony ก็ตาม (แต่ถ้าได้ก็ดี อิอิ) และ สำหรับใครที่อยากได้ดีสุดๆเจ๋งสุดๆ ตอนนี้ Sony พึ่งออกหูฟังตัวใหม่ ชื่อ B - Trainer ราคาก็จะแพงกว่า แต่มีฟังก์ชั่นที่เหมาะสำหรับการออกกำลังกายที่มากกว่า ถ้าทาง Sony ได้อ่านบทความนี้และยินดีที่จะส่งมาให้ผมรีวิวก็จะกราบงามๆละค้าบบบ 555+



วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2558

Review : Hitman 47 บู๊ระห่ำ!เลือดเต็มจอ!!




Hitman 47 กลับมาในหนัง Hitman ที่สุดของนักฆ่า เปิดฉากมาในชอตแรกก็ตื่นเต้นเร้าใจแล้วครับ (ไม่นับตอนต้นเรื่องที่เล่าที่มาที่ไปของหนัง) การฆ่าที่โหด! เถื่อน! ดิบ! และเหนือชั้นของ Agent 47 !! ที่ผมบอกเลยว่าคุณต้องชื่นชอบ! หนังค่อนข้างใช้มุมกล้องที่ดีมาก และการจัดวางเนื้อเรื่องที่คุณไม่อาจคาดเดาได้ (โดยเฉพาะในตอนแรก) ค่อนข้างจะงงกันเลยทีเดียวว่าคราวนี้ Agent ของเราเป็นพระเอกหรือตัวร้ายกันแน่!? เพราะว่า อีกฝ่ายเปิดตัวมาด้วยหน้าตาสุดแห่งความเป็นมิตร จากหนังเรื่อง สตาร์เทรค "สปอค" หรือชื่อนักแสดงจริงๆชื่อว่า Zachary Quinto หน้าตาแม่งโคตรเป็นมิตรสุดๆ แต่บอกได้เลยว่าในหนังนี่
เลวเหลือร้าย ลืมภาพสปอคหูยาวไปได้เลย!  


กูไม่ใช่ สปอค!





สวยเงียบๆ แต่ฟาดเรียบนะคะ! <3

นางเอกก็น่ารักดีครับ รับบทโดย Hannah Ware มีช็อตจุกหลุดแว๊บๆ มาให้เห็นเล็กน้อยพอให้ฮือฮา ส่วนในด้านการแสดงและบทที่ได้รับถือว่าเหมาะกับเธอมากๆครับ บทน่ารักๆ ก็เล่นซะเธอน่ารักมากจริงๆ (ในฉากถอดประกอบปืนพกที่สุด!) 

หล่อก็มาก...ท่ายากก็เยอะ!

พระเอกของเรารับบทโดย Rupert Friend แม้หน้าตาอาจจะไม่เร้าใจหรือเถื่อนเท่าภาคเก่า แต่การแสดงในมาดที่นิ่งขรึม ก็ทำได้ดีและการออกท่าทางต่างๆก็ไม่เก้งก้าง ที่ดูออกเพราะว่าในหลายๆฉากมีการผสมผสานศิลปะป้องกันตัวหลายๆอย่างไว้ด้วยกัน และเขาก็แสดงออกมาได้ดีมากๆ (มีท่าแม่ไม้มวยไทยด้วยนะ)



ฉากโชว์ประสิทธิภาพรถ Audi ที่กินขาด BMW จาก Mission Impossible 5!

Audi RS7 สีแดงแรงฤทธิ์!
แค่สีรถก็กินขาดแล้วครับ กับรถ Audi RS7 ตัวนี้ เพียงรูปลักษณ์ที่สื่อออกมา และอีกทั้งบทที่ได้รับผมว่ามันโชว์ประสิทธิภาพรถที่เหนือกว่า BMW จาก MI5 มากๆ ถ้าอยากรู้ว่าเหนือกว่าอย่างไรต้องไปชมเองครับ







เรื่องชม
- หนังค่อนข้างที่จะวางพลอตเรื่องได้ดี ดูแล้วไม่เบื่อ แทบจะลืมเวลาไปเลย
- มีบทน่ารักๆ ที่ไม่คิดว่าจะได้เจอในหนังเรื่องนี้
- มุมกล้อง และ ท่าทางลีลาการต่อสู้ยังยอดเยี่ยมเหมือนเคย
- เลือดสาด

เรื่องติ
- ความรู้สึกคือ Agent เก่งเกินไป เสียจนสู้กับใครก็ไม่สู้สีแม้แต่ตัวร้าย ไม่เหมือนกับภาคที่แล้ว ที่่ต้องต่อสู้กับ Agent ด้วยกันเอง ความรู้สึกมันเลยแตกต่างกัน
- ไม่มีฉากดวลมีดเด็ดๆ ถ้าเทียบจากภาคที่แล้วถือว่าด้อยไปหน่อย
- ตัวร้ายโหดๆ ไม่มีเลย ใช้นักแสดงหลักน้อยมาก

ความน่าดู 8 กะโหลก



ส่วนท่ายากนี่ให้ 10 โหลก!

วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

รีวิว Mission Impossible 5 : Rouge Nation บ่นยาวๆ ใครไม่ได้ดูมาก่อนขอเตือน!!

           อาจจะเป็นคนวิจารณ์หนังไม่เก่งนะครับ แต่จะขอพูดและใช้สำนวนตามที่ตัวเองเข้าใจ
สำหรับหนัง Mission Impossible 5 : Rouge Nation เป็นหนังที่ตั้งหน้าตั้งตารอดูเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ ส่วนหนึ่งเพราะอยากมาดูพ่อพระเอก Tom Cruise ที่ถึงแม้ว่าอายุจะปาเข้าไปแล้ว 50 ก็ตาม และส่วนหนึ่งก็จากที่ติดใจมาจากฉากภาค 4 ที่ทำให้ผมถึงกับตั้งหน้าตั้งตารอภาค 5 ด้วย คำว่า Mission Impossible ของจริง!




            ฉากแรกเปิดมาด้วยฉากเครื่องบินที่ทำให้หนังเรื่องนี้ดังเพราะพี่ทอม ครูซสุดหล่อของเรา ลงทุนเกาะเครื่องบินเล่นบทเสี่ยงตายนี้ด้วยตัวเอง! ผมได้ดูเบื้องหลังที่พี่แกไปเกาะอยู่ข้างเครื่องบินมาหลายต่อหลายรอบ เพราะปลื้มว่ามันเจ๋ง  ...แต่พอมาดูจริงแล้วเฉยๆ... อาจจะเป็นเพราะผมมองว่ามันดูไม่สมเหตุสมผลก็เป็นได้ แต่ถามว่ามันตื่นตาตื่นใจแล้วตื่นเต้นไหม? ผมบอกเลยว่ามาก (สำหรับคนที่ไม่ได้ดูเบื้องหลังมาก่อน)

            ฉาก Intro credit ผมนึกถึงของเจมส์บอนด์ภาคไหนจำไม่ได้ที่ใช้ ชนวนระเบิดเช่นกัน แต่บอกเลยว่าของเขาดูคลาสสิคกว่าเยอะ คือ MI5 มันดูงงๆ เร็วๆ ยังไงไม่รู้ ทำให้มันเเหมือนกับว่าผมไม่รู้จะดูอะไรจากฉากนี้ เหมือนไม่มีจุดนำสายตา อาจจะเพราะด้วยสีพื้นหลังมันกลืนไปหมด

รีเบ็คกา เฟอร์กูสัน รับบทนางเอกผู้มากความสามารถ

              ฉาก อีธาน ถูกจับ ฉากนี้คิวบู๊ดีครับ เปิดนางเอกของภาคนี้ด้วยความสามารถสุดพริ้ว เป็นคนสวยที่มีสเน่ห์ เป็นอย่างมาก ฉากนี้เสียอย่างเดียวด้วยความไม่สมเหตุสมผลอย่างที่สุดเลยคือ การที่อีกฝ่ายเอาปืน AK-47 หรือ อาก้า มายิงอีธาน ในอุโมงค์ทางตรงแคบๆ แต่กลับไม่ตายซะงั้น!! (เปลี่ยนเอากูไปยิง รับรอง...ไม่มีภาค 6 แน่นอน!) อีธานโดนกระสุนไปไม่รู้กี่นัด (ในฉากเห็นแต่เลือด) แต่ถ้าเอาคนมีความรู้เกี่ยวกับอาวุธสงครามมาดูจะรู้เลยว่าไม่สมเหตุสมผลอย่างที่สุด! กระสุนจำพวกนี้ รูเข้าจะเล็ก รูออกจะใหญ่มาก ชีวิตจริง โดนเข้าช่วงลำตัวรับรองว่าดูไม่จืด สำหรับผม มองว่าถ้าเปลี่ยนเป็นไปหยิบ 9 มม. มาไล่ยิงแล้วยังยิงไม่โดนยังจะดูดีกว่าเสียอีก!

สกิลพระเอก ยิงเท่าไหร่กระสุนก็ติดกำแพง

          ในภาคนี้ความเข้มข้นของหนังดูลดลงไปมาก คือไม่ค่อยกดดัน แต่ออกฮาๆมากกว่า มีมุกมาให้เล่นเรียกเสียงหัวเราะแทบทุกฉาก ขัดกับความรู้สึกที่ว่า เห้ยในอเมริกาไม่มีใครเขาเอาคุณแล้วนะ! แถมวายร้ายก็ยังคอยจะเล่นงานอีก! แต่หนังดำเนินไปแบบเรื่อยๆ ไม่มีอะไรให้พระเอกต้องหนักใจ ในฉากแก้ปัญหาและขบคิดกันก็ดูวางแผนกันง่ายๆ(แต่ลึกล้ำ) แต่ความไม่สมเหตุสมผลกันเริ่มลดลง

          ฉากที่ผมชอบในภาคนี้ที่สุดคงเป็นฉากที่ต้องเข้าไปเปลี่ยนชิปใต้น้ำและฉากที่ต้องไปเอาไฟล์เสียงนายกรัฐมนตรี ฉากใต้น้ำทำได้ดีมากถ้าฟังดีๆ เสียงเอฟเฟคจะเป็นเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจตลอด แถมมีเสียงน้ำและตัดเสียงอื่นๆออกไปทั้งหมด ให้ความรู้สึกเหมือนกับเราเป็นอีธานในช่วงเวลานั้น

           ฉากต้องไปเอาไฟล์เสียงนายก ยอมรับเลยจริงๆว่าฉากนี้เดาไม่ถูกว่าจะเอามาได้ยังไง มันเป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายและแก้เผ็ดแก้เกมทำให้อีธานและเพื่อนกลับมาแก้ตัวกับองค์กรได้ในคราวเดียว แถมแอบมีมุกฮาๆในจังหวะที่กำลังสแกนลายมือนายก อย่าง "มือคุณอุ่นจัง" (อ้าวเห้ย!? นายกมึงเป็นเกย์นี่หว่า!!)

           Gadget ของภาคนี้ดูเฉยๆไปมาก "มันดูไม่ Wow!" แบบในภาคก่อนๆ ดังเช่นเทียบกับภาค 4 ที่เป็นถุงมือสูญญากาศ ที่ในฉากค่อนข้างพรีเซนท์พอสมควร แต่สำหรับภาคนี้ชุดวัด Oxygen? กุญแจปลดรหัส? คอนแทคเลนส์สุดล้ำ? ผมว่ามันเฉยๆมากเลยนะมันเหมือนหาได้จากหนังสายลับทั่วไป และที่สำคัญคือ มันไม่พรีเซนท์ถึงความล้ำของGadget!!

           รถล้ำๆฉันหายไปไหน??  ในภาคนี้ผู้สนับสนุนยังคงเป็น BMW ยี่ห้อรถในดวงใจของผม แต่ทว่ารถสุดไฮเทคในภาคนี้นั้นมันไม่ออกมาเลยครับ! แต่มาแทนที่ด้วย BMW M3 รุ่นใหม่ รถตัวใหม่ของ BMW ที่ Body มันดูเป็นรถบ้านๆมากกว่ารถ Sport อาจจะเป็นเพราะ ภาค 4 ได้เปิดตัว BMW i8 Supercar ไปแล้ว จะเอารถทรง Sport กลับมาเล่นมุกเดิมก็กะไรอยู่ ก็เลยเอาเป็นว่าโชว์ความทนทานของรถรุ่นนี้ด้วยการขับลงบันไดมันซะเลย! แถมด้วยการถอยหลังลอยฟ้าลงมารถตีลังกา 5 รอบ แล้วคนนั่งยังไม่ตายก็ถือว่าพอคุ้มค่าสปอนเซอร์ละวะ!!

 BMW S 1000 RR มอเตอไซค์ว่าหล่อแล้ว...แต่คนขี่หล่อกว่า! 

           แต่ทีเด็ดในภาคนี้จริงๆอยู่ในฉากที่การขี่มอเตอไซค์ต่างหาก! ถือว่าตื่นเต้นเร้าใจมาก แถมพี่ทอม ครูซคนเดิมเพิ่มเติมคือแสดงเอง มาขี่โชว์แบบหล่อๆ แถมน่าจะเป็นภาคที่ไล่ล่าด้วยมอเตอไซค์กันนานที่สุดและมันส์ที่สุด! ...แต่สุดท้ายเฮียแกแหกโค้งเพราะนางเอกมายืนกลางถนน กลิ้ง 10 ตลบ แต่เลือดไม่มีซักหยด แถมยังกลับไปนั่งรอที่บาร์แบบชิลๆ บางทีก็ลืมไปว่าเฮียแกเป็นอีธานนึกว่าเป็นกัปตันเมกาตลอดดด

           ภายในเรื่องมีหลายฉากที่เราให้ชวนขบคิดอย่างเช่นในฉากที่นางเอกคุยกับอีธานที่สนามบิน เธอบอกเสนอทางเลือกทางเลือกให้ 3 ทาง และหนทางสุดท้ายคือหนีไปกับเธอ เธอให้เหตุผลว่า ไม่ว่าอย่างไรต่อให้เราทำไปเท่าไหร่ก็จะต้องมีคนอย่างเลน(ตัวร้าย)ออกมาเรื่อยๆ และอย่างไรต่อให้ไม่มีเราก็ต้องมีคนที่มาทำหน้าที่แทนเราอยู่ดี อีธานแสดงสีหน้าออกมาเหมือนอยากจะตอบข้อ 3 พอมาลองคิดเป็นอีธานแล้วข้อ 3 ก็คงเป็นข้อเสนอที่เขาอยากจะทำมากที่สุดในชีวิต ถ้าลองดูตั้งแต่ภาคแรก กับภารกิจที่เขาได้รับและสิ่งที่เขาต้องสูญเสียไป

          สิ่งที่ผมผิดหวังสำหรับภาคนี้ก็คือ ตัวร้ายช่างกระจอกเหลือเกิน...ไหนว่าถูกฝึกมาอย่างดี? หลายๆช็อทที่ทำให้ความรู้สึกถึงความสูสีนั้นไม่มีเลย หรืออาจจะเป็นเพราะอีธานและนางเอกโหดเกินไป? ในภาคนี้มันเลยไม่มีจุดที่ว่าอีธานจนมุมอย่างที่สุดเลยแม้แต่ฉากเดียว...

และเรื่องที่น่าผิดหวังที่สุด
.
.
.
.
.
ก็คือ
.
.
.
.
.
.
"ทำไมมึงไม่จูบกันฟระ!!!"
ผมนี่แทบจะตะโกน "เชี้ยยยย" ให้ลั่นโรง ไอ้การ friend hug นี่มันคืออะไร!? มันไม่ถูกต้อง!!! ( T ^T)

สรุปความน่าดู (8.5/10)

ถึงแม้ว่าผมจะบ่นไปอย่างเยอะแต่เอาจริงๆแล้วภาคนี้ไม่ถึงกับว่ามันห่วย มันดีด้วยซ้ำ แต่ถ้าให้เทียบกับภาคก่อนๆ ความหนักหน่วง ความซีเรียสของเนื้อเรื่อง ยังไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่มันถูกแทนที่ด้วยมุกสนุกๆที่แอบเนียนๆมาในบท ทำเอาหัวเราะหรือยิ้มได้ตลอดทั้งเรื่อง แถมเนื้อเรื่องปั่นหัวคนดูให้คิดได้ตลอดว่าจริงๆแล้วภารกิจจริงหรือลวงและใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกันแน่!? แผนอันเหนือชั้นที่คุณดูแล้วต้องอึ้ง สมกับเป็น Mission Impossible และความพริ้วไหวของนางเอกในภาคนี้ ก็ชวนให้หนังดูสนุกสนาน บทตัวละครต่างๆก็ดี ไม่หนักไปที่อีธานคนเดียว เอาเป็นว่าใครยังไม่ดูก็ไปดู ส่วนใครดูแล้วก็มาติชมกันตรงนี้แหละครับ :)







วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เรามาถึงจุดนี้ได้ไงวะ...


เรามาถึงจุดนี้ได้ไงวะ...
จุดที่เราใกล้จบเป็นนายตำรวจแล้ว!

ระยะทาง 7 ปี จะว่ายาวนาน มันก็นานเสียเหลือเกิน
แต่พอมองย้อนกลับไป มันก็สั้นเสียเหลือเกิน

กะพริบตา 3 ครั้งจบ เตรียมทหาร
กะพริบตาอีก 4 ครั้ง จบ นายร้อยตำรวจ

จากเด็กที่ไม่เคยรู้จักนักเรียนนายร้อย
ไม่เคยคิดที่อยากจะเป็น...

...เรามาไกลแค่ไหนแล้ว?...

เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว
ถามตัวเองเสมอว่าพร้อมหรือยังที่จะจบออกไปทำงาน?

...คำตอบก็คือไม่เลย...

But the show must go on.

ชีวิตมันก็ต้องเดินไปเรื่อยๆ 
แม้ว่าเราจะยังไม่พร้อมที่จะรับมือกับเหตุการณ์บางอย่าง
แต่มันก็ต้องปล่อยให้เป็นไปอย่างนั้นแหละ

หลายครั้งที่เราต้องเจ็บ
ก็เพื่อให้เราเรียนรู้ว่าจะไม่เจ็บแบบเดิมอีก

หนังสือบางเล่มบอกมาอย่างนั้น...

ตอนนี้มันใกล้ถึงเวลาที่เราจะได้ออกไปเจ็บจริงๆแล้ว
เวลาที่เหลืออยู่ 
เราก็ทำได้เพียงแค่ต้องเตรียมตัวให้ดีกว่าเดิม

"เพื่อที่จะออกไป ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด"

สนทยา 52








มีใครเป็นเหมือนผมบ้าง? เป็นคนชอบเที่ยว แต่ไม่ชอบกินเหล้า!

     

            คนรอบข้างหลายคนชอบคิดเสมอว่าผมมันเป็นคนชอบเที่ยวชอบไปกินเหล้า
ซึ่งจริงๆแล้วมันถูกก็เพียงครึ่งเดียว... ผมเป็นคน ชอบเที่ยว ครับ
แต่พอผมบอกออกไปว่า "เห้ย จริงๆผมไม่ใช่คนกินเหล้านะ"
คนที่ได้ยินก็มักจะบอกว่า "อมพระมาพูด -ู ก็ไม่เชื่อ  -ึง หรอก!"

          ตอนเด็กๆ 3-4 ขวบ ผมมักจะโดนแกล้งจาก ลุงๆน้าๆ ที่บ้านเป็นประจำ ว่าไอ้ที่แกกินนะเป็นโค้ก
แล้วแกก็ยื่นมาให้กิน แต่พอลิ้นผมสัมผัสกับรสชาติมันเท่านั้นแหละ ผมก็ต้องบ้วนออกไปทุกครั้ง
เหล้าสำหรับผม มันขมเสมอ แถมมันไม่ได้อร่อยเลยซักนิด และที่ผมเกลียดที่สุดคือการถูกแกล้งว่ามันเป็นโค้ก!
ผมเลยสัญญากับตัวเองว่าผมจะไม่กินมันอีกต่อไป

           จนกระทั่งผมสอบเข้าเตรียมทหาร ความกังวลในเรื่องการกินเหล้ามันก็เพิ่มสูงขึ้นอีก เพราะการกินเหล้ามันเป็นเหมือนวัฒนธรรมและการเข้าสังคมของทหาร-ตำรวจ(กลุ่มใหญ่) มันเป็นสิ่งที่แทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย...
ผมเคยถามกับ หน.มว. ผมตอนสมัยเป็นนักเรียนใหม่ว่า มันจะเป็นไปได้ไหมที่ผมจะไม่กินเหล้า

...คำตอบก็คือ ไม่...

เพราะทุกคนต้องถูกรับน้องด้วยการกินเหล้าแทบจะทั้งสิ้น
ผมใช้ชีวิต 1 ปี ของการเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ที่เชิงอย่างที่สุด
ไม่ว่าใครจะส่งแก้วเหล้ามาให้ผมก็ต้องทำท่าเป็นกิน เททิ้ง หรือเปลี่ยนเป็นโค้กอยู่ตลอดเวลา

จนมาถึงวันหนึ่งที่ผมเลี่ยงไม่ได้
พี่ชั้นปีที่ 3 กำลังจะจบจาก โรงเรียนเตรียมทหารเพื่อไปขึ้นเหล่า
พี่ชายสายรหัสที่คอยดูแลผมมาตลอด เรียกผมเข้าไปคุยในคืนสุดท้ายก่อนขึ้นเหล่าของพี่
พี่ผมยื่นแก้วกาแฟแก้วใหญ่มาให้ผม ในนั้นบรรจุไปด้วย เพียว 285 เต็มๆแก้ว
ผมไม่อาจปฎิเสธพี่ชายคนนี้ได้ มันอาจจะเป็นเรื่องทั่วไปสำหรับเพื่อนหลายๆคนในเรื่องการกินเหล้าเพียวขนาดนี้

แต่สำหรับผมมันไม่ใช่เลย

พี่บอกผมว่า "หมดรวดเดียวเลยนะ"
ผมใช้เวลาตัดสินใจซักแปปหนึ่ง แล้วกระดกมันขึ้นไป
ความร้อนของมันไม่อาจทำให้ผมกินไปได้รวดเดียวหมด
"พี่ครับเอาจริงๆแล้ว ผมกินไม่เป็น" ผมบอกกับพี่
พี่ผมไม่เชื่อและบอก อย่าเชิงๆ แบบตลกๆ
ผมกระดกอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ และพูดได้เลยว่าผมรู้จักกับความเมาเป็นครั้งแรก!
ผมมึนไปทั้งคืน แถมคืนนั้นมีปลุกหลังจากที่ผมนอนไปได้ประมาณ 1 ชั่วโมง!
แต่ยังดีที่พี่ยังคอยตามมาเซฟผม เพราะรู้ว่าผมน่าจะเมาไม่ไหวแล้ว

          หลังจากคืนนั้นผมผิดคำสัญญากับตัวเองครั้งแรก แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมชอบกินหรอกนะ
แต่มันทำให้ผมรู้ว่าผมเมาแล้วเป็นอย่างไร คุมสติยังไง ลิมิตอยู่ที่ไหน
หลังจากนั้นผมก็เที่ยวกับเพื่อนบ่อยขึ้น เนื่องจากขึ้นเป็นชั้นปีที่ 2 แล้ว
ผมไปเที่ยวเอาสนุกและเกลียดการเมาเหมือนเคย
ผมมีความสุขที่ได้อยู่ในหมู่เพื่อนฝูง พูดคุย ตลกเฮฮาและเต้น
แต่เรื่องเหล้าผมยังเชิงเหมือนเดิม... ผมไม่แคร์ถ้าใครจะคิดว่าเวลาหารเงินแล้วมันไม่คุ้ม
ผมคิดเสมอว่าผมจ่ายเงินไปเพื่อเอาเวลาอยู่กับความสุขและสนุกในหมู่เพื่อนฝูง
แต่ถ้าใครที่สังเกตผมดีๆว่าผมไม่กินและชอบมายัดหรือชนกับผมอยู่เรื่อย ผมก็มักจะเลี่ยง
เอาจริงๆผมชอบเห็นเวลาเพื่อนเมา การคุยกับคนเมาเป็นอะไรที่สนุกมากสำหรับผม
มันมักจะมีเรื่องตลกเสมอเมื่อมีคนเมา... ซึ่งนั่นต้องไม่ใช่ผม!

"ให้คนกินเหล้า อย่าให้เหล้ากินคน"
Mom said.

เกลียดโมเมนท์นี้ที่สุด!!


วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558

บทเรียนจากพี่ต้น






ตอนเป็นนักเรียนใหม่ผมได้ยินชื่อพี่ นรต.ธรรมนูญ ศรีโพธิ์
ครั้งแรกจากปากไอ้แม็คบัดดี้ข้างเตียงผม 
ผู้ซึ่งกระหายอยากจะเข้าชมรมยูโดด้วยกัน

"วันนี้กูเข้ายามไปเจอพี่ชื่อ ธ.ธง อะไรซักอย่าง พี่แกบอกแกเป็น ประธานชมรมยูโด วะ พอรู้ว่ากูจะเข้าแกล้งกูชิบหายเลย มึงหาชื่อพี่เข้าไว้ด้วยนะเว้ย" ไอ้แม็คเล่าเรื่องหลังจากที่มันออกยามมาให้ผมฟัง

          ผมกับมันก็เลยต้องเปิดไล่ชื่อ ธ.ธง จากไดอารี่นรต. ซึ่งชื่อธ.ธงมันก็ช่างมีเยอะเหลือเกิน แล้วแถมมาบอกเป็นประธานชมรมอีก ไม่รู้ว่าโผหลอกรึเปล่า

         เมื่อถึงคราวได้กินขนมชมรม ก็ถึงได้เจอกับพี่ต้นตัวเป็นๆเสียที
พี่ต้นเป็นหนึ่งในพี่จอมแกล้งและฝืดคนหนึ่ง (แถมต่อยหนักอีกต่างหาก!)
เพื่อนๆ รวมถึงผมด้วยเลยลงมติว่าเกลียดแกมากที่สุดในขณะนั้น
ไม่วายแม้แต่ตอนที่ได้ซ้อมบนเบาะแล้ว
เพราะทุ่มแกได้ยากมาก ด้วยลักษณะตัวที่ตันๆป้อมๆ จับก็ยาก เล่นซ้ายอีกต่างหาก
พวกน้องๆปี 1 อย่างผมก็ไม่รู้จะเอาอะไรไปสู้ แถมซ้อมเสร็จต้องมากระดานแถวเดียวประจำวัน
โดนแกแต่ละทีกระเด็นไปสามถึงสี่ก้าว


"ถ้าแค้นกันมากก็เอาคืนกันบนเบาะ!" 
พี่ต้นมักจะพูดคำนี้เสมอ และมันเป็นเหมือนมอตโต้ประจำชมรมยูโดไปเสียแล้ว

         จนถึงวันหนึ่งที่ผมเริ่มทุ่มแกได้ด้วยคำพูดของแก ผมดีใจมากและสะใจมากในเวลาเดียวกัน
ที่ผมทุ่มพี่ชั้น 4 คนที่น้องชั้น 1 หมายหัวไว้ว่าต้องแก้แค้นให้ได้! 
และผมเหมือนเป็นตัวแทนรุ่นได้ทุ่มแกแล้ว! 
หลังจากนั้นเพื่อนๆ ก็เริ่มทุ่มพี่ต้นได้บ้าง เพราะซ้อมและเล่นด้วยกันทุกวัน
"พวกมึงเล่นกันแรงวะ ไหล่กูหลุดอีกแล้ว" หลังๆพี่ต้นมักบ่นอย่างนี้เสมอ 
มันฟังดูเหมือนข้ออ้าง เลยทำเอาน้องๆเซงไปตามกัน
"พี่ต้นแม่ง !@#$%" บ่อยครั้งที่พี่ต้นบ่นแบบนั้น มักจะมีน้องบ่นตามมาต่างๆนาๆ

           อยู่มาวันหนึ่งวันที่ได้พบเจอกับพี่เจ 57 เป็นครั้งแรก และต้องมาทำท่านั่งม้า หรือที่เราเรียกกันว่าท่าขับมอไซค์ ความลำบากของท่ามันไม่ได้อยู่ที่การทำหรอก... 
แต่มันอยู่ที่ "ยุง" ที่เบาะยูโดนี่แหละ มันมหาศาลมากจริงๆ
แล้วต้องอยู่เฉยๆห้ามขยับเป็นอะไรที่ทรมานมาก
พี่ต้นคนเดิมมาพร้อมกับอะไรบางอย่างที่อยู่ในมือ
ในใจคิด "พี่ต้นแม่ง !@#$ แค่นี้กูก็จะตายอยู่ละยังจะมาแกล้งกูอีกหรอ!?"  
แต่ผิดถนัด! พี่ต้นมาพร้อมกับยากันยุงและผ้าผืนเล็กๆของแกคอยไล่ยุงที่มันคอยกัดจนเท้าทั้ง 2 ข้างมันแดงไปหมดแล้ว น้องชั้น 1 ทั้ง 14 คน แกคอยดูแลและไล่ปัดให้ทุกคน 
แกเป็นดั่งพ่อพระในวันนั้นที่น้องๆต้องส่งสายตาอ้อนวอนให้พี่ต้นมาปัดยุงให้
ในวันที่เลิกช้า แล้วกลับมากองร้อยไม่ทันเวลา
แกมักบอกกับผมเสมอว่า "ถ้ามีปัญหากับผู้ช่วยให้มาบอกกู" ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่อยากมีปัญหาอะไรกับผู้ช่วยหรอก มาช้าทีไรก็โดนยามโทษเป็นปกติ 
(แบบนี้คงไม่เรียกว่ามีปัญหากับผู้ช่วยเนาะ)
แกมักพูดเสมอๆว่าเมื่อไหร่ที่มีปัญหาอะไรกับใครให้มาหาแก
ซึ่งพวกเราก็รู้กันอยู่แล้วว่าพี่ต้นแกเป็นอย่างไร แต่ก็ซึ้งใจในความเป็นห่วงของพี่เสมอ
ในวันที่พี่ต้นจบ พี่ต้นก็ยังไม่ลืมที่จะบอกกับน้องๆว่า
"พวกมึงจำไว้ ถ้าพวกมึงโดนตัดแต้มอย่าไปซีเรียส มีปัญหาอะไรให้โทรหากู"
หลังจากนั้นพวกเราก็เริ่มเจอพี่ต้นน้อยลง 
อาจจะเจอที่ โรงเรียนบ้างเพราะแกมาธุระอะไรบางอย่าง
ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา จนกระทั่งผมขึ้นมาเป็นชั้นปีที่ 4 ผมก็ได้เข้าใจในอะไรหลายๆอย่างที่พี่ต้นแกได้ทำลงไป ที่ฝืดกับน้องเพื่อคุมน้องให้ได้ ที่ไม่ปล่อยพี่ชั้น 2 เพื่อให้ยูโดยังคงระบบชมรมพี่ดูแลน้องเอาไว้
ที่ต้องดูแลน้องในวันที่น้องมีปัญหาต่างๆ 
ทุกสิ่งทุกอย่างที่พี่เคยได้ทำไว้มันย้อนคืนมาหมดเลยนะ
.
.
.
.
.
จนถึงวันที่พี่ๆไลน์มาบอกว่า พี่ต้นประสบอุบัติเหตุรถชน
ตอนแรกก็คิดว่าแข็งแกร่งแบบยูโดคงไม่เป็นอะไรไปง่ายๆ
แต่ผิดคาด...
พี่ต้นต้องจากไปเนื่องจากทนพิษบาดแผลไม่ไหว 
ถึงแม้ว่าหมอจะยื้อมาได้ซักระยะเวลาหนึ่งก็ตาม
ไลน์ชมรมยูโด 69 เด้งขึ้นมาตอน 10 โมง ว่าพี่ต้นเสียแล้ว ศพตั้งอยู่ที่วัดหัวหิน
ไม่มีใครลังเลที่จะไม่ไปหาพี่...
พี่ชายที่แม้ว่าน้องทั้งชมรมเคยคิดเกลียดพี่...
บ่ายวันนั้นพวกเรานั่งรถตู้เพื่อไปหาพี่เป็นครั้งสุดท้าย
เมื่อพวกเราไปถึง ญาติของพี่ต้นพาเราเข้าไปไหว้ศพพี่ที่หน้าโลง
รูปของพี่ต้นยังเป็นรูปที่พี่ต้นเล่นเบสอย่างมีความสุข...


ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาพบพี่อีกครั้งในรูปแบบนี้
ในงานนี้ทำให้พวกผมได้พบกับพ่อและแม่ของพี่ต้นเป็นครั้งแรก
พ่อพอทำใจได้แล้ว แต่แม่ไม่ใช่เลย
สีหน้าของแม่ราวกับจะแตกสลาย...
พ่อบอกว่า พ่อกับแม่ทานอะไรไม่ลงมาหลายวันแล้ว
บ่อยครั้งในขณะที่พระสวด
แม่มักจะทำใจไม่ได้ ถึงกับต้องให้คนพาเดินออกมานั่งข้างนอก
ผมคิดถึงแม่ผมทันที และมันเป็นภาพที่ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นกับครอบครัวไหนอีกเลย...

ในงานพวกผมช่วยกันต้อนรับแขก จัดเก้าอี้ และเสิร์ฟน้ำ
แบ่งเบาภาระให้กับผู้ใหญ่ และเพื่อทำอะไรให้พี่ต้นเป็นครั้งสุดท้าย
พวกผมจับกลุ่มคุยกันขณะรอเสิร์ฟน้ำ
"กูแม่งยังจำคำพูดแกได้อยู่เลยวะ ที่แกบอกว่าพวกมึงโดนตัดแต้มอย่าไปซีเรียส มีปัญหาอะไรให้โทรหากู" ไอ้นัทพูด
"กูแม่งคิดในใจว่า ไม่มีใครมาตัดแต้มกูได้หรอก จนถึงวันก่อน โดนไปแล้วเรียบร้อย 5 แต้ม... กูแม่งนึกถึงคำพูดแกขึ้นมาทันทีเลย" ไอ้นัทพูดติดตลก แต่ทุกคนจำได้ดีถึงคำๆนี้ที่พี่ต้นเคยพูดเอาไว้
จริงๆพวกเราก็คุยกันเรื่องเก่าๆที่เกิดขึ้นระหว่างเรากับพี่ต้นมาตลอดทั้งงาน
เมื่อพิธีต่างๆเป็นอันเสร็จเรียบร้อย 
พวกเราช่วยเคลียร์สถานที่ต่างๆจนจบงาน
ก่อนกลับพวกเราไปลาพี่ต้นและพ่อกับแม่
"พ่อขอบใจมากนะลูกที่มาช่วยงานกัน และเอาเรื่องของพี่ต้นเป็นบทเรียนนะลูก
ขับรถก็ให้คาดเข็มขัด แล้วก็อย่าไปขับเร็วมาก วันนั้นพี่เขารีบไปเอาสำนวนเพื่อมาทำคดี

เลยเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น " พ่อพูดกับพวกเรา พร้อมกับอวยพรให้พวกเรากลับโรงเรียนอย่างปลอดภัย
แม่ยังไม่สามารถพูดอะไรได้เช่นเคย ได้เพียงแต่ส่งสายตาอันว่างเปล่าให้
.
.
พวกเรากลับขึ้นรถตู้ที่พี่ช้าง 52 จัดหามาให้เพื่อที่จะกลับโรงเรียน
"พวกมึงสัญญากับกูนะว่าเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นกับรุ่นเรา" มิวพูดขึ้น
"มันจะต้องไม่มีวันเกิดขึ้นกับรุ่นเรา" ผมตอบ

.
.
รถตู้เคลื่อนออกจากวัด ความเงียบภายในรถทำให้ผมได้ทบทวนอะไรบางอย่าง


"อะไรบางอย่างที่ทำให้ผมกลับมาเขียนถึง 
บทเรียนสุดท้ายจากพี่คนนี้"



บทเรียนราคาแพง ที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับใครอีกเลย
สนทยา 52

วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ก้าวแรกสู่รั้วเตรียมทหาร


"ตรู๊ด... 
ตรู๊ด...
ตรู๊ด...

ไม่มีสัญ.."

ผมกดวางสายจากโทรศัพท์ของผม บางทีมันอาจจะเช้าเกินไปสำหรับเธอ ผมก็คิดอยู่แล้วว่าเธอคงไม่ตื่น และก็เป็นเช่นนั้น ผมไม่ใช่คนเซ้าซี้อะไร แม้จะอยากคุยแค่ไหนก็ตาม

วันนี้จะเป็นวันแรกที่ผมได้เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในรั้วเตรียมทหาร มันอาจจะผิดคาดไปมากจากที่ผมเคยหวังไว้ ไม่ใช่เรื่องโรงเรียนหรอกนะ แต่เรื่องการมาเป็นนี่แหละ แม้ผมจะทุ่มเทให้กับการสอบเป็นนักเรียนนายร้อยก็จริง แต่ผมก็ไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับโรงเรียนนี้ เรื่องตลกที่สุดเลยก็คือ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องเข้าโรงเรียนเตรียมทหารก่อน 3 ปี ก่อนที่จะได้เป็นนักเรียนนายร้อยห้อยกระบี่อีก 4 ปี

...ผมไม่รู้อะไรเลย...

แม่บอกผมว่าการเรียนมันก็เหมือนกับเรียน ร.ด. นั่นแหละลูก กลางวันเรียนเย็นฝึก ขำๆ
ผมเป็นลูกที่ดีของแม่ ดังนั้นแล้วการเชื่อฟังคำของแม่มันก็เป็นเรื่องปกติ
และผมไม่ได้โอดครวญอะไรมากกับการเรียน ร.ด. เพราะมันก็สนุกดี ฝึกแปปเดียวเดียวก็เลิก ไม่เห็นจะต้องไปฝึกอะไรมากมาย เหนื่อยนิดเหนื่อยหน่อยผมทนได้อยู่แล้ว

ผู้คนมากหน้าหลายตามารวมกัน กางเกงต่างสี หัวเข็มขัดต่างโรงเรียน นับว่าโรงเรียนนี้ยังมีความปรานีอยู่บ้างที่ไม่จำเป็นให้นักเรียนต้องไปตัดกางเกงมาเป็นสีเดียวกันหมด เพราะตอนนี้มองไปก็แทบไม่ต่างอะไรกับลูกกวาด เสื้อสีขาว กางเกงหลากสี...นี่มันทอฟฟี่ชัดๆ!

ผมถูกนำตัวมารวมแถวที่ลานหน้ากองพัน ผมมีความรู้อยู่บ้างจากการแบ่ง หมวด กองร้อย กองพัน จากการเรียน ร.ด. แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้เลยว่ามันเป็นตึกกองพันแน่ๆ เพราะว่าบนตึกมันเขียนตัวใหญ่ๆว่า

"พัน. 2 ร้อย. 1"


ความรู้สึกแรกที่ผมได้มาอยู่ในแถว ผมตื่นเต้นมากที่ได้มาอยู่กับเพื่อนใหม่ๆพร้อมกับบรรยากาศของโรงเรียนที่ชวนให้น่าเรียนอย่างมาก หน้าตาของนักเรียนบังคับบัญชาที่มารับตัวพวกผมก็ยิ้มแย้มแจ่มใสและการวางตัวก็ดีมากๆ มันทำให้ผมรู้สึกได้ถึงบรรยากาศอันแสนอบอุ่นของโรงเรียนนี้

ผมมีกำลังใจมากขึ้น ปลอบใจตัวเองเบาๆ ว่าการฝึกมันคงไม่หนักเท่าไหร่ มันคงไม่เกินกว่าที่คนหนึ่งคนจะรับได้หรอก

ในตอนนี้ผู้ปกครองและญาติๆยืนอยู่ด้านหน้าของแถว ของพวกผม มันถูกกั้นด้วยแท่นเล็กๆ ที่ตอนนี้มี นักเรียนบังคับบัญชาขึ้นไปกล่าวต้อนรับพวกผมอยู่

พวกผมถูกเรียกว่านักเรียนใหม่ เป็นคำที่เข้าใจได้ไม่ยาก เพราะเข้ามาใหม่ก็ต้องเป็นนักเรียนใหม่

เมื่อกล่าวชี้แจงเบื้องต้นเสร็จ ทางผู้บังคับบัญชา ก็ได้ให้โอกาสนักเรียนและผู้ปกครองขึ้นไปเก็บของที่โรงนอน รายชื่อของผมอยู่ตึก

"พัน. 2 ร้อย. 3"
ห้องหนึ่งนอนกัน 12 คน เตียงเป็นเตียงเดี่ยวแต่เตียงแทบจะติดกัน มีโต๊ะอยู่บนหัวเตียงหนึ่งตัว และตู้เสื้อผ้าอีกหนึ่งหลัง มองออกไปนอกหน้าต่างหลังห้องเป็นแนวชายป่าเขาของโรงเรียน

ผมจัดของและพูดคุยกับพ่อและแม่ผมซักพัก ผมต้องใช้เวลาทุกวินาทีให้มีค่าที่สุด เพราะทางโรงเรียนไม่อนุญาตให้มีโทรศัพท์ไว้ใช้ ไม่ให้ติดต่อใดๆทั้งสิ้นกับโลกภายนอก

พ่อให้ผมเก็บน้ำผึ้งหลอดจิตลดาเอาไว้ แม้จะรู้ว่าไม่อนุญาตให้มีของทานเล่นและขนมต่างๆ

"เก็บไว้เป็นยา อย่าคิดว่ามันเป็นขนม กินตอนหมดแรง น้ำผึ้งช่วยได้เยอะ"

ผมฟังคำพ่อ แม้มันจะเป็นเรื่องที่ผิดในใจผม เพราะผมไม่ชอบทำผิดกฎ แต่น้ำผึ้งหลอดถ้าดูผิวเผินมันแทบไม่ต่างอะไรกับหลอดยาสีฟัน

เสียงนกหวีดดังขึ้น เป็นสัญญานที่บอกให้ผมต้องกลับไปรวมแถวอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้มันเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆแล้วที่จะได้พบหน้าพ่อแม่ ก่อนที่จะไม่ได้เจอกันอีกนานนับเดือน

ผมกลับมารวมแถวอีกครั้ง พร้อมกับทำพิธีกล่าวคำอำลาเล็กน้อย จากตัวแทนนักเรียน

พวกผมนั่งคุกเข่า พนมมือเพื่อกราบลาผู้ปกครองเป็นครั้งสุดท้าย

"พ่อครับแม่ครับ ไม่ต้องเป็นห่วงผม ผมจะตั้งใจฝึกอยู่ที่นี่ ทั้งหมดกราบ"

พวกผมกราบลงไปที่พื้นดิน มันคงเป็นภาพที่น่าขนลุกที่คนกว่า 500 คน กราบลงบนพื้นพร้อมกัน และมันคงเป็นภาพที่หาจากที่ใดไม่ได้อีกแล้ว นอกจากโรงเรียนแห่งนี้

ใจผมหวิวเล็กน้อย แม้ว่าผมจะโตมาด้วยตัวคนเดียวตลอด ไม่ใช่คนติดพ่อติดแม่ แต่เมื่อคิดในมุมที่ต้องห่างไกลคนที่ผูกพันกันทุกวัน

"ทั้งหมดลุก"

"ขอทดสอบแรงกายของนักเรียนใหม่รุ่นนี้หน่อย... ทั้งหมดกลับหลังหัน! ฝั่งตรงข้ามของนักเรียนคือกองพันนักเรียนที่ 4 ให้เราวิ่งไปแตะดอกเข็มหน้ากองพันแล้ววิ่งกลับมาให้เร็วที่สุด... ไปได้!!" นายทหารท่านหนึ่งออกคำสั่ง

ผมออกวิ่งด้วยความเร็วสุดแรงของผม คนอื่นๆก็เช่นกัน แม้ว่าพวกเราจะตั้งใจวิ่งแต่ก็มีหัวเราะกันบ้าง ยิ้มกันบ้าง คงเป็นเพราะว่ามันเป็นครั้งแรกที่ถูกสั่งให้ออกวิ่งกันแบบนี้ แบบที่มีคนยืนออกคำสั่งต่อหน้ากลุ่มผู้ปกครองเป็นร้อยๆท่าน มันเป็นความรู้สึกที่แปลกพอควร...
ระยะทางไป-กลับประมาณ 200 เมตร มันก็ไม่ได้ทำให้คนที่เตรียมแรงกายมาบ้างแล้วเหนื่อยหอบซักเท่าไหร่... 
ผมกลับมายืนในที่เดิม จัดแถวอยู่ในรูปแบบเดิม หลายคนหายใจแรงขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากตั้งใจวิ่งไปหน่อย

"ผู้ปกครองทุกท่านคงเห็นความแข็งแรงของนักเรียนลูกๆของท่านแล้วนะครับต่อไปนี้ให้สบายใจได้ บุตรหลานของท่านเราจะดูแลและฝึกให้เป็นนายทหาร-นายตำรวจที่ดี ขอเชิญผู้ปกครองทุกท่านกลับได้ครับ หลังจากนี้จะเป็นหน้าที่ของนายทหารนายตำรวจและคอมแมนด์ทุกคนเอง" เสียงของนายทหารท่านหนึ่งซึ่งสวมเครื่องแบบชุดทหารเรือ คราวนี้ผมคาดว่าน่าจะเป็นผู้บังคับกองพันเนื่องจากว่า เป็นคนที่ดูอาวุโสที่สุดของนายทหาร-ตำรวจแล้ว แม้ว่าผมยังดูยศเครื่องหมายของทหารเรือไม่เป็น แต่จากกระดานบ่าขีดเยอะๆมันก็น่าจะเดาได้ง่ายๆอยู่แล้วว่าตำแหน่งต้องสูง

ผมสังเกตเห็นผู้ปกครองบางท่านร้องไห้ในขณะที่กำลังจะเดินกลับไป อาจารย์ที่ค่ายติวเคยบอกกับผมว่า ลูกบางคนไม่เคยออกห่างจากพ่อจากแม่เลย มันจะเป็นอย่างไรกันละถ้าวันหนึ่งต้องรู้ว่าลูกจะต้องไปพบกับความยากลำบาก รู้ว่าต้องเหนื่อย ต้องถูกบังคับต่างๆเพื่อให้การฝึกนั้นสำเร็จ จะกินอย่างไร นอนอย่างไร อยู่อย่างไร หัวอกของคนเป็นพ่อเป็นแม่ แค่คิดก็น้ำตาจะไหลแล้ว...

ผมมองหาพ่อแม่เป็นครั้งสุดท้าย... มองจนกระทั่งท่านหายไปจากสายตา...






วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

น้ำตาแห่งการเริ่มต้น

             และวันแห่งการรอคอยที่จะได้พบหน้าพ่อแม่ก็มาถึง... วันนี้ทุกคนอาบน้ำแต่งตัวทาแป้งเรียบร้อย หอมมากเป็นพิเศษ เพื่อที่จะได้พบหน้าผู้ปกครองและบางคนที่พิเศษหน่อยก็จะมีคนรู้ใจมาเยี่ยมในวันนี้ เพื่อนทุกคนหน้าตาเบิกบาน ไม่มีวี่แววของความเศร้าหมองแม้แต่น้อยในห้วงเวลานี้ ผมเองก็เช่นกัน

             แม้ว่าในความรู้สึกของผมอาจจะไม่ได้มากมายเท่ากับคนอื่นๆ แต่มันก็เป็นเรื่องที่ดีที่ผมจะได้พบหน้าคนที่คอยเป็นห่วงผมมาตลอดเวลาที่ผมได้อยู่ในที่แห่งนี้ โดยที่ผมไม่มีสิทธิที่จะส่งข่าวใดๆได้เลย


"ปรี๊ดดดดดดดด!"


คงไม่มีเสียงนกหวีดเรียกรวมแถวใด ที่จะลงรวมแถวกันด้วยความเต็มใจกันขนาดนี้อีกแล้ว


"การปฎิบัติตัวในวันนี้ ขอให้พวกเราปฎิบัติตัวให้ดี ให้ผู้ปกครองทุกท่านเห็นว่า ตลอดระยะเวลาที่เราอยู่ในที่แห่งนี้ เราได้เปลี่ยนแปลงตนเองไปแล้ว!" หน.กองร้อย ออกมาพูดเน้นย้ำการปฎิบัติตัวของนักเรียนใหม่ แต่ก็เชื่อได้เลยว่าใจทุกคนตอนนี้อยู่ที่ผู้ปกครองกันหมดแล้ว ไม่ว่าจะพูดอะไรก็เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปเสียหมด



              หลังจากชี้แจงเสร็จก็จัดแถวแยกตามตอนเรียน เพื่อเดินไปยังโรงเลี้ยง อันเป็นที่ที่สำหรับจัดไว้เพื่อการเยี่ยมญาติ ตลอดทางเดินผู้ปกครองมากมายเต็มสองข้างทาง ต่างก็พยายามมองหาลูกของตน บางคนตะโกนเรียกชื่อลูกของตนเพื่อที่จะได้รู้ว่าอยู่ตรงไหน เพื่อนบางคนได้ยินเสียงเรียกชื่อของตัวเองแล้ว แต่เนื่องจากอยู่ในแถว ก็ไม่สามารถที่จะตะโกนตอบกลับไปได้ แม้ใจจะอยากเพียงใดก็ตาม

            ผมเองก็พยายามที่จะมองหาพ่อแม่ของผมเช่นกัน แต่ก็ไม่มีวี่แววใดๆให้เห็นเลย
ผมใจเสียเล็กน้อย แต่ก็คิดในแง่ดีว่า พวกเขาอาจจะรออยู่ข้างหน้า เมื่อแถวของนักเรียนพร้อมกันหมดแล้ว นายทหารก็สั่งให้ฉากรอไว้ หลังจากนั้นพิธีกรก็ชี้แจงว่า แถวไหนเป็นตอนอะไร แล้วให้เดินเข้าไปหาลูกๆได้เลย

            ผมนั่งรอจนเพื่อนๆที่มีพ่อแม่มาเยี่ยมรับตัวไปเกือบหมด อาจจะพูดได้ว่าเป็นสิบคนสุดท้ายของในตอน ลานเริ่มว่างเปล่า มีแต่ผู้ปกครองเดินไปมากับลูกๆของตน เพื่อนที่ยังไม่มีผู้ปกครองมารับแต่ละคนเริ่มใจเสีย หันซ้ายหันขวา พยายามมองหาพ่อแม่ของตน ผมเองก็ชะเง้อมองแต่ก็ไม่มีวี่แววใดๆอีกเช่นเคย

           ผมก้มหน้า ถอนหายใจกับตัวเอง และยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ผมไม่เชื่อหรอกว่าแม่จะไม่มา แต่มันคงเช้าเกินไปแม่อาจจะมาไม่ถึง...


"โค้ช ลูก"

            เสียงของแม่ที่ผมคุ้นเคยเป็นอย่างดี ดังขึ้นจากทางด้านหลังของผม ผมหันกลับไปหาตามเสียงเรียก ผมเห็นแม่ยืนอยู่หลังแถวพร้อมกับพ่อ น้าสาว ตา ยาย และน้องชาย

            ผมยืนขึ้น พูดอะไรไม่ออก แม่เองก็พูดไม่ออกเหมือนกัน ได้แต่เพียงมองผมด้วยความประหลาดใจ ผมสำรวจตัวเองว่าผมมีอะไรผิดปกติหรือเปล่า แต่เมื่อผมมองไปยังเสื้อของผม ผมก็เข้าใจได้ในทันที

            ในวันสุดท้ายที่ผมได้พบกับแม่คือวันแรกของการเข้ามาในรั้วโรงเรียนแห่งนี้ เสื้อของผมเป็นเสื้อตัวใหม่ ขาวสะอาดและพอดีตัวของผม มาวันนี้... มันเปรอะเปื้อน จากคราบที่เกิดจากการฝึกต่างๆ บางรอยประทับอยู่บนเสื้อและทำให้มันหมองลง เสื้อที่เคยพอดีตัวตอนนี้กลับหลวม กางเกงเองก็ไม่ต่างอะไรกับเสื้อมากนัก สีน้ำเงินที่เคยสดกลับหมอง และเห็นได้ชัดว่า ถ้าหากไม่มีเข็มขัดที่เกือบจะวนรอบเอวครบสองรอบรัดไว้อยู่ มันก็คงจะหลุดได้อย่างง่ายดาย ผิวที่ดำเมี่ยมจากการตากแดดเป็นแรมเดือนและกลิ่นเหงื่อที่เหม็นติดเสื้อ แต่ก่อนที่ผมจะคิดอะไรได้อีก...



แม่เข้ามาสวมกอดผมและร้องไห้

ผมเองแม้เป็นคนใจแข็งและไม่ใช่คนที่ร้องไห้ให้กับอะไรง่ายๆ แต่มันก็ไม่อาจทนความรู้สึกของแม่ที่มีต่อผมได้


น้ำตาของผมไหลออกมา แม้ว่าร่างกายและจิตใจจะแข็งแกร่งแค่ไหนก็ตาม...

         ผมเช็ดน้ำตาแม่และบอกแม่ว่าไม่ต้องร้องไห้ ทั้งๆที่ผมเองก็ร้องไห้เช่นกัน

"โค้ชทำสำเร็จแล้วลูก" แม่พูดพร้อมทั้งน้ำตา

         ผมยิ้มรับ...แม้ภายในใจจะรู้ดีว่ามันเป็นเพียงการเริ่มต้น ยังมีความลำบากอีกมากมายที่ผมยังต้องเผชิญอีกในวันข้างหน้า

        แต่มันเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เห็นความสำคัญของบ้านและครอบครัวขนาดนี้ เพราะไม่ได้มีเพียงแต่แม่ที่มีความรู้สึกเป็นห่วงผม แต่เป็นทุกๆคนที่มาอยู่ตรงนี้

คอยผลักเรา คอยถีบเรา คอยให้กำลังใจเรา
เราเองซึ่งเป็นความหวังของเขา ก็ไม่อยากทำให้เขาเสียใจ อย่าทำให้เขาลำบากใจ อย่าทำให้เขาเป็นกังวลไป มากกว่านี้เลย...          ผมพาครอบครัวของผมเข้าไปนั่งในโรงเลี้ยง พูดคุย ถามสารทุกข์สุขดิบ และนั่งกินขนม แม้ว่าแม่ผมจะไม่ได้ซื้อของตามที่ผมได้เคยขอไว้ตอนโทรไปแจ้งผู้ปกครองถึงวันเยี่ยมญาติ แต่มันคงไม่สำคัญอีกแล้ว เพราะผมมีสิ่งที่สำคัญกว่าอยู่ด้วยกันตรงนี้

        ผมขอโทรศัพท์ของผมจากแม่เพื่อโทรหาใครอีกคนที่ผมคิดถึงมาตลอดทั้งเดือน ...

คนที่ทำให้ผมถีบตัวเองจนมายืนอยู่ตรงจุดนี้...


"ฮัลโหล..."

"โค้ชหรอ!? เป็นไงบ้าง? โทรมาได้ไงเนี่ย? ไม่ได้ฝึกอยู่หรอ?"

"ก็สบายดี วันนี้วันเยี่ยมญาตินะ พ่อแม่มาเยี่ยมเราเลยขอโทรศัพท์จากแม่โทรมาหาเธอ นี่โทรมาหาด้วยความคิดถึงเลยนะเนี่ย!" ผมพูดติดตลก

"จริงหรอ...แล้วโทรมาหาเราคนแรกเลยรึเปล่าาา?"

"...เปล่าหรอก..."  ผมโกหกเธอออกไปโดยที่ไม่รู้ว่าทำไมถึงทำอย่างนั้น ตอนนั้นผมแทบอยากจะทุบโต๊ะให้พัง เพราะไม่เข้าใจว่าจะโกหกเธอไปทำไม

"แย่จังเลยเนาะ..." เธอเสียงเศร้าเล็กน้อย

"แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอไม่สำคัญซักหน่อย" ผมพูดแก้สถานการณ์ แต่มันคงไม่ทันแล้ว...

เราคุยกันอีกซักพัก แต่คุยได้ไม่นานเพราะที่นั่งของผมติดกับลำโพง เสียงจากลำโพงดังมากเสียจนผมคุยโทรศัพท์ไม่รู้เรื่อง

"มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก
กับการที่ได้ยินเสียงของเธออีกครั้ง แม้มันจะเป็นช่วงเวลาเพียงสั้นๆ"

คำให้กำลังใจของเธอมีผลทำให้ผมมีความหมายที่จะยังอยู่ในโรงเรียนนี้ต่อไปเป็นอย่างมาก

          หลังจากนั้นผมพาครอบครัวไปเที่ยวซื้อของที่สโมสรนักเรียนโดยทางโรงเรียนได้จัดรถไฟให้ ซึ่งที่จริงมันก็คือรถพ่วงนี่แหละ แต่พ่วงด้วยตู้นั่งหลายตู้ ทาด้วยสีสี่เหล่า น่ารัก น่านั่งมาก

          ผมกินทั้งวันตามคอนเซปของการเยี่ยมญาติ และไม่ลืมที่จะนำของฝากไปให้เหล่าคอมแมนด์ที่คอยนั่งเป็นประชาสัมพันธ์ให้เวลานี้

          และเวลาแห่งความสุขก็หมดลง... นกหวีดเรียกรวมดังขึ้นที่หน้าโรงเลี้ยง ผมยกมือไหว้ทุกคน กล่าวคำอำลา และกลับไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงของผมอีกครั้งหนึ่ง.

"ผมรู้ว่าในวันนี้มันเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง เป็นเพียงขวากหนามกองเล็กๆที่ผมเพิ่งผ่านพ้นไป ผมเหลือเวลาในการฝ่าฟันความลำบากอีก 7 ปี ผมรู้ว่ามันจะต้องทรมาน แต่ในเมื่อเส้นทางนี้มันทำให้ใครหลายคนที่ผมรักสบายใจ ผมก็จะขอก้าวไปอย่างไม่ลังเล"





""

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2558

แด่ความฝันอันสูงสุด


ตอนเด็กๆ ในวัยประมาณเริ่มจำความได้ เคยตั้งคำถามกับตัวเองกันบ้างไหมครับว่าเราเกิดมาเพราะอะไร?
ผมไม่รู้ว่าตอนเด็กๆคนอื่นจะคิดแบบผมกันบ้างหรือเปล่า?
...แต่ผมคิด...
เวลามองกระจกมักจะถามตัวเองทุกครั้งว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร? เราเป็นใคร? และเราจะอยากจะเป็นอะไรในชีวิตนี้? 
คำถามมันดูยากแต่บอกได้เลยว่าเป็นคำถามที่มาจากเด็ก 3 ขวบจริงๆ (ก็ผมนี่แหละ) ตอนเด็กๆเคยอยากเป็นนักร้อง,นักบอล, นักบาส,นักปิงปอง และ ฯลฯ เปลี่ยนไปตลอดตามความสนใจในวัยเด็ก แต่ ผมก็ยังไม่เลิกตั้งคำถามเหล่านั้น

จนอยู่มาวันหนึ่งผมฝัน...

          ในความฝันของผมมีห้องๆหนึ่ง เหมือนหอคัมภีร์ที่ใหญ่โต เป็นชั้นคัมภีร์สูงเสียจนผมไม่รู้ว่ามันจะสุดที่ตรงไหน ในห้องนั้นมีเทวดาองค์หนึ่ง คอยคุมหอแห่งนี้อยู่ ผมเปิดคัมภีร์ออกหนึ่งม้วน มันทอดออกไปไกลมากในระดับหนึ่ง ในแผ่นนั้นอ่านออกก็รู้เลยว่าเป็นเรื่องราวชีวิตของคนๆหนึ่ง แต่ในแผ่นคัมภีร์นั้นบ้างก็มีเรื่องราวเขียนไว้ บ้างก็เว้นไว้เหมือนมีไว้ให้เติมแต่งเรื่องราว ผมถามกับเทวดาองค์นั้นว่า ทำไมท่านถึงเว้นว่างไว้ละ? เทวดาองค์นั้นตอบว่า

"คนเรามีเรื่องราวต่างๆที่ฟ้ากำหนดมาแล้วในชีวิต ว่าจะต้องพานพบเจอกับอะไรสิ่งใดบ้าง แล้วแต่บุญแต่กรรมของแต่ละคนที่เคยทำไว้ เรื่องราวที่เว้นว่างไว้นั้น คือเรื่องที่นอกเหนือจากที่เป็นกรรมเก่าอันเป็นเนื้อหาหลัก "
"ถ้าอย่างนั้นคนเราก็สามารถเขียนเรื่อราวของตัวเองที่นอกเหนือจากที่กำหนดมาได้ใช่ไหมครับ?"
ผมถามท่านออกไปทันที
"ใช่...ชีวิตของคนแต่ละคนจะทำกรรมดีหรือกรรมชั่วก็เกิดขึ้นจากส่วนที่เว้นว่างไว้นี้แหละ"
ผมเข้าใจในคำตอบของท่าน แม้ผมจะมีอายุเพียง 5 ขวบในช่วงเวลาที่ฝัน แต่ผมเป็นคนเข้าใจอะไรง่าย และเข้าใจถึงเรื่องเวรกรรมจากนิทาน ที่พ่อและแม่ชอบเปิดเทปให้ฟังก่อนนอน
         ม้วนคัมภีร์ถูกม้วนพับ และลอยเก็บเข้าไปที่เดิม ความฝันไม่ได้มีเพียงเท่านั้นแต่ผมจำได้เพียงเท่านี้
มันอาจจะเป็นความฝันที่ไร้สาระของเด็กคนหนึ่ง แต่ว่ามันทำให้ผมเข้าใจมาจนถึงทุกวันนี้ว่า

" คนเราเกิดมาเพื่ออะไรบางอย่าง และโชคชะตาได้กำหนดเราเอาไว้บางส่วน 
แต่ส่วนใหญ่ของที่เหลือคือสิ่งที่เราต้องเติมเข้าไปเอง "

ทุกวันนี้ผมจึงมองเรื่องราวต่างๆว่าบางเรื่องมันเป็นฟ้าลิขิต และบางเรื่องคือสิ่งที่เราทำขึ้นมาเอง
แต่คำถามที่ยังไม่กระจ่างที่สุดนั้นคือ

"สุดท้ายแล้วเราเกิดมาเพื่ออะไรกันหละ?"

          ตอน 6 ขวบ ผมต้องข้ามสะพานลอยหน้า ร.ร.ที่ทำงานแม่ทุกวันเพื่อกลับรถแท๊กซี่ไปยังบ้านดอนเมือง มีอยู่มาวันหนึ่ง มีชายชราหอบย่ามเก่าๆมาพร้อมกับฉิ่งเล็กๆเพียงหนึ่งอัน เสียงฉิ่งกังวาลพอให้เศร้าสร้อยตามจังหวะที่ชายชราตี
ผมเป็นคนขี้สงสารคนมาตั้งแต่เด็กโดยเฉพาะตอนเด็กที่ยังเป็นเด็กไร้เดียงสา
วันแรกผมเดินผ่านไปกับแม่ผมรู้สึกสงสาร และเกิดคำถามขึ้นมากมายว่าเหตุใดเขาถึงมานั่งอยู่ตรงนี้ เขาออกมาตามหาใครหรือเปล่า? แล้วพวกลูกๆเขาไปไหนกัน? แล้วทำไมไม่มีใครคอยช่วยเหลือเขาเลยหรอ?
ผมถามแม่ และแม่ก็ตอบอย่างโลกสวย (เพราะตอนนั้นผมยังเด็กและการปลูกฝังสิ่งที่ดีเป็นเรื่องที่ดีกว่ารู้เรื่องราวร้ายๆก่อน)
วันที่สองผมผ่านไปอีกครั้ง ผมนำเศษเหรียญที่ผมเหลือจากค่าขนมในวันนั้นให้ชายชราทั้งหมด ก็คงประมาณ 30 บาทละมั้ง
(พ่อให้วันละ 50 แต่กินไม่เคยหมดเหลือเก็บตลอด)
ผมขึ้นแท๊กซี่และคุยกับแม่ว่าพรุ่งนี้เราหาข้าวให้เขากินเถอะ เขาต้องหิวมากแน่ๆเลย
ผมตั้งปณิธานไว้อย่างแน่วแน่ และแม่ก็เห็นด้วย
และในวันต่อมาแม่ซื้อข้าวผัดเอาไว้สองกล่อง ผมหิ้วถุงเพื่อจะนำไปให้
ผมรู้สึกมีความสุขที่ได้ช่วยเหลือคน ผมคาดหวังว่าชายชราจะยังอยู่ตรงนั้น

แต่ทว่า...
เขาหายไปแล้ว...
ไม่รู้ว่าทำไม ไม่รู้ว่าเขาไปไหน แต่ว่าชายชราไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว...

มือผมเริ่มสั่น ข้าวกล่องในมือแทบจะถือไม่อยุ่
คำถามผมเกิดขึ้นมากมาย ผมเริ่มร้องไห้และเสียใจที่ไม่สามารถช่วยเขาได้ในมื้อนี้
คำถามผมเกิดขึ้นมากมายเสียยิ่งกว่าวันแรก...แม่ปลอบผมไม่ให้ผมร้องไห้...กว่าผมจะหยุดร้องได้ก็เกือบจะถึงบ้าน

         ผมเริ่มตั้งคำถามต่อโลกว่าทำไมถึงยังมีคนอย่างชายชราคนนี้มานั่งขอทาน
จะไม่มีวิธีใดบ้างเลยหรอที่จะทำให้ชีวิตของทุกคนมีความสุข เหมือนๆกัน
ไม่ต้องมาลำบากลำบนอะไรมากมาย ไม่ต้องอดมื้อกินมื้อ
มีชีวิตที่สุขสบาย บ้านเมืองสงบสุข ไม่มีโจร ไม่มีคอรัปชั่น

"มันจะไม่มีเลยหรือ?"
ผมเริ่มมีความฝันใหม่ จากบทเรียนครั้งนั้นในชีวิต
ความฝันที่แม้อาจจะทำให้คนทุกคนเป็นอย่างที่ฝันไว้ไม่ได้
แต่ขอให้คนส่วนหนี่ง หรือเมืองๆหนึ่ง เป็นอย่างที่ผมฝันก็ยังดี...

ความฝันนี้เองที่ทำให้ผมเข้าใจ...ว่าผมเกิดมาเพื่ออะไรบางอย่าง
บางอย่าง...ที่ทำให้ใครหลายคน มีความสุข.


สนทยา 52


วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2558

ชฎาบนบ่า




ภาระหน้าที่นี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย...
             บอกตรงๆว่า ไม่เคยคิดที่จะมาเป็น ผู้ช่วยผู้บังคับหมวด กองร้อยที่ 5 มาก่อน แต่เมื่อมาสัมผัสและได้มาอยู่กับนักเรียนอบรม บอกเลยว่าความคิดต่างๆก็ได้เปลี่ยนไป งานของฝ่ายปกครอง 2 คือ "งานสร้างคนอย่างแท้จริง" ไม่ได้สบายเหมือนอย่างที่ใครคนอื่นเขาคิด  การปกครองก็ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ เพราะผู้ใต้บังคับบัญชามีวัยวุฒิและคุณวุฒิที่มากกว่าเรา
            ตั้งแต่ได้เป็นทำการแทนครั้งแรก ก็ทุ่มเทกับนักเรียนตลอด ถึงกับไม่กลับกองร้อย นอนอยู่ห้องทำงานที่กองร้อยที่ 5 คอยเดินตรวจตรายามค่ำคืน นอนดึกตื่นเช้า นักเรียนมีปัญหาตอนกลางคืน ก็มาหาได้ตลอด ต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่นานเพราะที่คุมอยู่ไม่ใช่น้องที่พูดหรือสั่งอะไรก็ทำ ต้องทันคน ทันความคิด ของคนกว่า 200 คน ในแต่ละรุ่น ต้องคอยดูสถานการณ์ อารมณ์ และความรู้สึกทั้งส่วนรวมและส่วนตัวของแต่ละคน เพื่อการปกครองจะได้ไม่มีปัญหา มันเป็นโจทย์ที่ยาก แต่เมื่ออยู่ไปเรากลับรักในสิ่งที่ทำ เหนื่อยบ้าง ท้อบ้าง แต่ก็มีความสุข เมื่อเห็นนักเรียนที่ได้รับการอบรม ได้รับแนวคิด การฝึก การสอนต่างๆที่เรามีส่วนช่วยในการปลูกฝัง มาวันนี้ได้เป็นผู้ช่วยผู้บังคับหมวดเต็มตัวแล้ว ก็จะขอเต็มที่ไปกับมัน สัญญากับตัวเองว่าจะไม่ท้อ แม้ว่าจะมีเรื่องราวหลายๆอย่างเกิดขึ้น แต่มันก็เป็นเพียงบททดสอบหนึ่งของชีวิตที่ต้องผ่านไปให้ได้...ก็เท่านั้นเอง.

นักเรียนคือประเด็นสำคัญ คือภาระหน้าที่ของเรา
ที่จะนำพาเขาจบเป็นนายตำรวจที่ดี มีคุณภาพแก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป



สนทยา 52 

ผู้รักนักเรียนอบรมมาก